เกี่ยวกับศูนย์ฯ

หลักการและเหตุผล

 

          เมลิออยโดสิส เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่งที่มีชื่อว่า Burkholderia pseudomallei โรคนี้พบได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ซึ่งบางครั้งอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยรายที่มีภูมิต้านทานต่ำ โรคดังกล่าวค้นพบครั้งแรกโดยWhitmore และ Krishnaswami ในปี ค.ศ. 1911 ที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า (1) เมื่อทำการเพาะเลี้ยงเชื้อครั้งแรกพบว่าเป็นเชื้อ Bacillus mallei ต่อมาได้มีการจัดกลุ่มเชื้อนี้เสียใหม่ โดยมีการเรียกชื่อต่างกันคือ B.whitmori, Pfeiflerella whitmori, P.pseudomallei, Actinobacillus pseudomallei, Loefferella whitmore, Malleomyces pseudomallei, Pseudomonas pseudomallei (1-5) จนในที่สุดตั้งชื่อเชื้อดังกล่าวว่าเป็น Burkholderia pseudomallei ดังที่รู้จักในปัจจุบัน เชื้อนี้สามารถตรวจพบได้ในดิน บ่อน้ำนิ่ง ต่าง ๆ หลุมหรือบ่อเล็ก ๆ ที่มีน้ำขัง และในนาข้าว (6-10) จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าเชื้อนี้สามารถ มีชีวิตอยู่ได้นานในน้ำประปา (11) การระบาดของโรคนี้พบได้ทั่วโลกแต่จะพบมากในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาร์ดากาสการ์ กวม และ ประเทศออสเตรเลีย (3, 4, 7, 12-21) นอกจากนั้นยังมีรายงานพบโรคนี้กระจัดกระจายในหลายแห่งทั่วโลก เช่น เกาหลี, ฮ่องกง, ศรีลังกา, อินเดีย, อิหร่าน, ตุรกี, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อัฟริกา, อดีตสหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา (3, 6, 22-29) สาเหตุที่โรคนี้ได้รับความสนใจทางการแพทย์มากขึ้นเนื่องจากโรคนี้มักเกิดอาการที่รุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนได้มีผู้อพยพจากประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปสู่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกมากขึ้นทำให้การระบาดของโรคแพร่กระจายไปได้ง่าย โดยที่แพทย์ในแต่ละประเทศยังไม่มีความชำนาญหรือคุ้นเคยกับโรคดังกล่าว (14, 30-34) นอกจากจะพบโรคนี้ในคนแล้วยังสามารถพบได้ในสัตว์พวก แพะ แกะและหมู แต่ยังไม่มีรายงานว่ามีการติดต่อจากสัตว์มาสู่คนได้ (4, 14) จากการรายงานในการประชุมระดับประเทศที่จัดขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2531 พบว่าจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มีมากขึ้นทุกปี จวบจน ปี พ.ศ.2529 มีผู้ป่วยจำนวน 1,000 ราย เมื่อเทียบกับ ปี พ.ศ.2506 ซึ่งมีเพียง 3 รายเท่านั้น (35) เฉพาะที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพบว่ามีผู้ป่วยประมาณปีละ 60-80 ราย ในปัจจุบันนี้ จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการพบว่าจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในประเทศไทยมีประมาณ 2,000-3,000 ราย และเป็นประเทศที่มีรายงานโรคนี้มากที่สุดในโลก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมีรายงานว่าพบผู้ป่วยมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดขอนแก่น จนมีผู้ตั้งสมยานามว่าจังหวัดขอนแก่น เป้น Capital of melioidosis จากจำนวนผู้ป่วยที่มากนี้ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมการสูญเสีย โอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน 
    
            จากสถิติที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ป่วยได้ถูกพบมากขึ้นซึ่งบ่งชี้ว่าแพทย์และบุคคลากรทางสาธารณสุขได้เริ่มสนใจและระมัดระวังในการวินิจฉัยโรคนี้มากยิ่งขึ้น จากการสำรวจในประเทศไทยโดยวิธีการตรวจจากระดับแอนติบอดีต่อเชื้อ B. pseudomallei โดยวิธี Indirect Hemagglutination พบว่า 29% ของประชากรที่ทำการสำรวจ (405 คน) มีแอนติบอดีต่อเชื้อนี้ (36) ในประเทศออสเตรเลียก็ได้มีการสำรวจหาระดับของแอนติบอดีได้เช่นกันพบว่าประชากรปกติมีระดับแอนติบอดีสูงถึงร้อยละ 5.7% (จากประชากรที่สำรวจทั้งหมด 9,047 ราย) (37) แสดงว่าทั้งประเทศไทยและออสเตรเลียเป็นแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อนี้อย่างมาก 
    
            การติดเชื้อในคนเกิดจากการที่เชื้อผ่านเข้าทางผิวหนังที่มีรอย ขีดข่วน ถลอก หรือมีแผล โดยเชื้อนั้นอาจติดมาจากการปนเปื้อนของดินและน้ำหรืออาจเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจจากละอองฝุ่นซึ่งมีเชื้อปนอยู่ (2, 38) อาการของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ไม่แน่นอน พบได้หลายแบบมีตั้งแต่แบบเฉียบพลัน (acute), เรื้อรัง (chronic) และแบบที่ไม่มีอาการแต่มีระดับของแอนติบอดีอยู่ (subclinical infection) ความรุนแรงของโรคที่เป็นก็พบได้หลายแบบเช่นกันโดยมีตั้งแต่รุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตหรือแบบเป็นแผลเรื้อรัง ตลอดจนแบบที่ไม่มีอาการแต่ระดับแอนติบอดีให้ผลบวก จากการรายงานผู้ป่วยเมลิออยโดสิส จำนวน 686 ราย พบว่า 57.4% มีอาการเป็นแบบ septicemic meliodosis (39) และในผู้ป่วยที่เป็น septicemia นี้มีอัตราการเสียชีวิตด้วย septic shock สูงถึง 80-90% ถึงแม้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องแล้วก็ยังมีอัตราการตายสูงถึง 40% ส่วนในกรณีที่มีอาการแบบเรื้อรังนั้นอาจมีการลุกลามเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ได้เช่น ปอด ตับ ม้าม ไต หัวใจ ต่อมน้ำเหลืองและสมอง (3, 16, 20, 25-34, 40-46) แสดงให้เห็นว่าโรคเมลิออยโดสิสนี้มีความรุนแรงมากและควรได้รับการสนใจจากวงการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง 
    
            ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเมลิออยโดสิสคือการกลับเป็นซ้ำ (relapse) จากการศึกษาของวิภาดา เชาวกุลและคณะ พบว่าประมาณ 23% ของผู้ที่เคยเป็นเมลิออยโดสิสจะกลับเป็นซ้ำอีกและพบว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วนคือ ความรุนแรงของการติดเชื้อครั้งแรก และวิธีการและชนิดของยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษา โดยพบว่าหากผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อครั้งแรกเป็น septicemic melioidosis หรือ multifocal localized melioidosis จะมีโอกาสเป็นเมลิออยโดสิสได้มากกว่าในผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อครั้งแรกเป็น localized melioidosis ประมาณ 5 เท่า (47) นอกจากนี้ Desmarchelier และคณะ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบสายพันธุ์ของเชื้อ B. pseudomallei ที่แยกได้จากผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยวิธี ribotyping พบว่าในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ศึกษา เชื้อ B. pseudomallei ที่แยกได้จากการติดเชื้อครั้งแรก มักเป็นเชื้อที่มี ribotype เดียวกันกับเชื้อที่แยกได้ในผู้ป่วยรายเดียวกันเมื่อเป็นโรคเมลิออยโดสิสครั้งที่สอง (48
    
            ในปัจจุบันโรคเมลิออยโดสิส ยังมีปัญหาที่ต้องการคำตอบอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น กลไกการเกิดโรค พยาธิสภาพของโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน การรักษา การดื้อยาของเชื้อ การป้องกันโรค virulence ของเชื้อ การวินิจฉัยโรค ตลอดจนการแยกวิเคราะห์ Strain ของเชื้อ 
    
            มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งระบาดของโรคเมลิออยโดสิส ปัจจุบันคณาจารย์นักวิจัยที่มีความสามารถเฉพาะทางหลายๆ สาขา ทีมีความสนใจที่จะมุ่งเป็นการแก้ปัญหา สาธารณสุขของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิจัยโรคเมลิออยโดสิส (ได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการจัดตั้งจากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น) โดยได้มีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกๆ เดือนตั้งแต่ มิถุนายน 2542 จวบจนปัจจุบัน กลุ่มวิจัยนี้ประกอบด้วยอาจารย์และนักวิจัยจาก 2 สถาบันการศึกษาคือ มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะประกอบด้วย อาจารย์จาก 4 คณะ คือ คณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ และ คณะเทคนิคการแพทย์ เป้าหมายของกลุ่มคือการร่วมระดมความคิดและร่วมกันทำวิจัยในประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของโรคเมลิออยโดสิส การสร้างองค์ความรู้ใหม่เพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกัน โดยดำเนินการวิจัยในลักษณะบูรณาการ และถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยงเครีอข่ายไปยังสถาบันอี่นทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการในระดับชาติและนานาชาติ เพื่อให้กลุ่มวิจัยโรคเมลิออยโดสิสได้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ประกอบกับเพื่อให้กลุ่มสามารถดำเนินวิจัยในเชิงลึกมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆร่วม ตลอดจนเกิดเครือข่ายร่วมกับสถาบันอื่น ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น และวิจัยแก้ปัญหาในรูปแบบบูรณาการ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแก้ปัญหาต่าง ๆ ในการรักษาและการวินิจฉัยตามนโยบายการวิจัยแห่งชาติฉบับที่ 6 และนโยบายการวิจัยสู่ชุมชนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มวิจัยโรคเมลิออยโดสิสจึงได้ขอสนับสนุนการก่อตั้งศูนย์วิจัยโรคเมลิออยโดสิสในมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้น