การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคทาง คลีนิคทำได้ยาก เนื่องจากมีอาการและอาการแสดงที่คล้ายคลึง กับโรคอื่นๆ มากมายอาจอาศัยลักษณะทางคลีนิคข้างต้นและพิสูจน์ว่าเกิดจากเชื้อ
B. pseudomallei แน่นอน


ดัง นั้นจึงมีความจำเป็นต้องเพาะเชื้อเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเชื้อนี้ การย้อมสีกรัมมีความไวเพียงร้อยละ 55 การตรวจเพาะเชื้อ โดยทั่วไปต้องใช้เวลาอย่างน้อย 48-72 ชั่วโมงจึงจะทราบผลเมื่อ เชื้อขึ้นให้สังเกตลักษณะโคโลนีที่เหี่ยวย่น และมีกลิ่นของไอระเหยของดินหลังฝนตก การใช้ Ashdown' selective media จะให้ผลดีกว่า blood agar และ MacConky agar นอกจากนั้นยังมีการนำเอา API 20 NE Kit มาเป็นการทดสอบทางชีวเคมีสำหรับการแยกเชื้อ B. pseudomallei การตรวจทาง serology ให้ผลรวดเร็วกว่าวิธีที่ใช้กันแพร่หลายในขณะนี้คือ Indirect Haemagglutination test (IHA)โดยการเพาะแยกเชื้อจากสิ่งส่งตรวจทางคลีนิคชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น เสมหะ หนอง หรือเลือด การย้อมสีกรัมเชื้อ B. pseudomallei จะ ติดสีกรัมลบรูปแท่ง โดยจะติดสีเข้ม ที่ปลายทั้งสองข้าง (bipolar staining) แต่ลักษณะการติดสีดังกล่าวไม่จำเพาะต่อเชื้อนี้ อาจพบ ได้ในพวกEnterobacteriaceae, Klebsiella, Escherichia coli และ Pasteurella pestis


แต่ การแปรผลไม่เป็นที่น่าพอใจเนื่องจากพบว่าคนปกติ ที่ไม่มีอาการของโรคเลยแต่มีภูมิลำเนาอยู่ในถิ่นที่พบโรคได้บ่อย เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย จะตรวจพบว่ามีระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรคนี้ได้ในระดับสูงๆ เช่น 1:1280 ในขณะ เดียวกันการตรวจด้วยวิธีนี้ให้ผลลบได้ประมาณร้อยละ 10 ผู้มีภูมิลำเนาในถิ่นระบาดพบว่าเมื่อใช้ cut off titer ที่ > 1 : 160 จะพบมากถึงร้อยละ 38 และในผู้ป่วยเมลิออยโดสิสเมื่อใช้ titer 1 : 160 จะมีความไวความจำเพาะเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น แสดงว่าผู้ที่มีอาการและตรวจแยกเชื้อ B. pseudomalleiได้ นั้น ถ้ามีผลบวกด้วยการตรวจวิธีนี้แสดงว่าผู้ป่วยเคยสัมผัสกับเชื้อมาก่อน เท่านั้น ไม่แสดงว่า ป่วยเป็นโรคนี้ นอกจากนั้น cut off titer ที่ใช้ในการแยกผู้ป่วยออกจากคนปกตินั้น จะแตกต่างกัน ในแต่ละแห่ง เนื่องจากคนปกติจากที่ต่างๆ กันอาจมี titer สูงต่ำไม่เท่ากัน จึงทำให้การใช้ titer เหล่านี้ในการวินิจฉัยโรคเป็นไปด้วยความยากลำบาก ปัจจุบันมีรายงานการใช้ antigen และ antibody ที่มีความจำเพาะมากขึ้นนำมาพัฒนา ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อจะใช้วินิจฉัยโรคได้มากขึ้นเช่น

1. Gold blot detection IgM specific antibody
2. Specific IgG ELISA with glycolipid Ag
3. Specific IgG ELISA with immunoaffinity purified Ag
4. PCR (Polymerase Chain reaction)
5. Latex agglutination